สมาคมเครื่องจักรกลไทยแนะผู้ผลิตไทยเร่งหาพันธมิตรระยะยาว หนุนการจับคู่ธุรกิจ 2020 Zhejiang Export Online Fair

สมาคมเครื่องจักรกลไทยแนะผู้ผลิตไทยเร่งหาพันธมิตรระยะยาว หนุนการจับคู่ธุรกิจ 2020 Zhejiang Export Online Fair

—————————————
นายชัชนันท์ ถนอมวรสิน เหรัญญิก สมาคมเครื่องจักรกลไทย ชี้อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลไทยเริ่มฟื้น เพราะกำลังซื้อเริ่มกลับมาหลังการชะงักงันในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แนะผู้ผลิตไทยเร่งลดต้นทุน ยกรับคุณภาพสู่มาตรฐานโลก เพิ่มทักษะแรงงาน พร้อมมองหาพันธมิตรเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจระยะยาว หนุนการจัดงาน 2020 Zhejiang Export Online Fair (Thailand-Hardware & Electromechanical Products) ระหว่างวันที่ 14-18 กันยายน นี้ ในรูปแบบการจับคู่ธุรกิจออนไลน์
—————————————

นายชัชนันท์ ถนอมวรสิน เหรัญญิก สมาคมเครื่องจักรกลไทย ชี้สถานการณ์ของอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลไทยเริ่มฟื้นตัว ตามสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น จากการทยอยผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ภาวะอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลกระเตื้องขึ้นไปด้วย “ตามรายงานของ Machinery Intelligent Outlook ของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้า ในเดือนมิถุนายน 2563 มีมูลค่าการนำเข้า 29,088 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.4% เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อน แต่ก็ยังคงเป็นอัตราที่ลดลง 16.7% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดการส่งออกมีมูลค่า 11,742 ล้านบาท หดตัว 12.2 เมื่อเทียบกับเดือนก่อน และหดตัว 40.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน”

การชะลอตัวของอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเป็นผลต่อเนื่องของการชะลอตัวของอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยในปี 2562 ที่ผ่านมาประเทศไทยส่งออกเครื่องจักรกลรวม 229,919 ล้านบาท โดย
หมวดเครื่องจักรกลการเกษตรมีมูลค่าการส่งออกเป็น 33,397 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 7.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน หมวดเครื่องจักรอุตสาหกรรมมีมูลค่าการส่งออกเป็น 170,844 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 12.0% เมื่อเทียบกับปี ก่อน ในขณะที่หมวดเครื่องมือกลมีมูลค่าการส่งออกเป็น 25,678 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 15.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ทั้งนี้การชะลอตัวของ เครื่องจักรกลเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก Japan Machine Tool Builders’ Association รายงานว่า การระบาดของโควิด-19 ทำให้ความต้องการเครื่องจักรกลลดลงเป็นอย่างมาก โดยในปีงบประมาณ 2562 ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563 พบว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรญี่ปุ่น ลดลงถึง 34.9% สอดคล้องกับการเปิดเผยของคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่ว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานซึ่งไม่รวมเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมต่อเรือและสาธารณูปโภค ปรับตัวลง 7.6% ในเดือนมิถุนายน 2563 เมื่อเทียบเป็นรายเดือน แตะที่ระดับ 2.07 แสนล้าน

กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลถือเป็นหนึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทย โดยมีผู้ประกอบการทั้งสิ้น 1,136 ราย ใช้แรงงาน 38,871 คน มีการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการที่เข้มแข็ง และมีอุตสาหกรรมสนับสนุนเป็นจำนวนมาก เช่น โรงกลึง โรงงานหล่อโลหะ และโรงงานแม่พิมพ์ แต่อุปสรรคที่สำคัญคือ ไม่สามารถแข่งขันทางด้าน
ราคากับเครื่องจักรกลจากจีน นอกจากนี้เครื่องจักรที่ผลิตจากต่างประเทศมีข้อได้เปรียบทางด้านเทคโนโลยีการผลิต แต่ปัจจัยที่สำคัญคือการขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพของเครื่องจักรที่ผลิตในประเทศ

อย่างไรก็ดี นายชัชนันท์ มองว่า เครื่องจักรกลสัญชาติไทย โดยเฉพาะเครื่องจักรกลการเกษตร ยังมีจุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง “คือทุกวันนี้เราไม่ได้เน้นขายแต่เครื่องจักรหรือเทคโนโลยี เราขาย Know-how ที่ผสานรวมเรื่องการประยุกต์ใช้เครื่องจักรกลกับกระบวนการผลิตแบบครบวงจร โดยตลาดใหญ่นอกจากตลาดในประเทศไทยแล้ว เครื่องจักรกลการเกษตรของไทยยังมีการส่งออกไปยังประเทศใกล้เคียง เช่น อินโดนีเซีย กัมพูชา ลาว รวมไปถึงทางด้านอียิปต์และแอฟริกา โดยเฉพาะรถเกี่ยวข้าวที่เราขายไอเดียและความรู้ด้านการเก็บเกี่ยวเข้าไปด้วย ไม่ได้เน้นขายเครื่องจักรอย่างเดียว และจุดเด่นที่สำคัญอีกประการหนึ่งของเครื่องจักรกลไทยคือ การออกแบบเครื่องจักรกลที่เหมาะสมกับสภาพและการใช้งานของไทย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้เรายังได้เปรียบและสามารถแข่งขันได้ในตลาด”

ในฐานะที่สมาคมเครื่องจักรกลไทยร่วมให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจออนไลน์ผ่าน Zoom ของสำนักงานพาณิชย์แห่งมณฑลจื้อเจียง–2020 Zhejiang Export Online Fair (Thailand-Hardware & Electromechanical Products) ระหว่างวันที่ 14-18 กันยายน 2563 นายชัชนันท์มองว่า น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการไทย ถึงแม้จีนจะถือเป็นคู่แข่งขันที่สำคัญ และ “ในฐานะสมาคมเครื่องจักรกลไทย เราจะมีความสุขมากหาก ผู้ประกอบการไทยจะสร้างเครื่องจักรกลเอง ดังนั้นเราจะส่งเสริมคนไทยก่อน แต่ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง เราก็ต้องเปิดรับทุกๆ กรณี เพื่อให้เกิดความร่วมมือในด้านทุน ด้านเทคโนโลยี และด้านการค้า ที่เราคงต้านไม่ได้ และผู้ประกอบการไทยก็ต้องเตรียมรับมือกับสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาในเชิงเทคโนโลยี ซึ่งทุกวันนี้ภาครัฐก็มีการส่งเสริมด้านทุนวิจัย”

นายชัชนันท์กล่าว่า “เครื่องจักรกลและเครื่องมือกลจากประเทศจีนมีข้อได้เปรียบในด้านราคา เนื่องจากปริมาณการผลิตที่สูงทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง แต่ผู้นำเข้าต้องคำนึงถึงคุณภาพและการใช้งานระยะยาว นั่นเป็นสิ่งที่นักธุรกิจไทยควรต้องพิจารณา ผมอยากสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือและเป็นคู่ค้าระยะยาวที่เอื้อประโยชน์ทั้งสองฝ่าย อีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากเห็นคือ แทนที่จะนำเข้าเครื่องจักรสำเร็จรูป น่าจะเป็นการนำเข้าเครื่องจักรกึ่งสำเร็จรูปแล้วมาประกอบในประเทศไทย หรือการร่วมลงทุนเพื่อการส่งออก แนวทางนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายในระยะยาว เพราะทุกวันนี้จีนเองก็ประสบปัญหาในตลาดการค้าโลก การแสวงหาพันธมิตรทางการค้าที่แท้จริงอย่างประเทศไทย น่าจะเป็นทางออกที่ดี นอกจากนี้การร่วมลงทุนจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการบริการหลังการขายที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญของเครื่องจักรและผลิตภัณฑ์จากประเทศจีนได้อีกด้วย”

ด้านผู้ประกอบการไทยเอง “เราควรต้องเร่งพัฒนาด้านเทคโนโลยี มุ่งเน้นการผลิตเครื่องจักรกลคุณภาพสูง ยกระดับคุณภาพของวัตถุดิบ รวมไปถึงกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐาน เพื่อให้เครื่องจักรไทยมีคุณภาพและมาตรฐานที่สูงขึ้น แข่งขันได้ในระดับโลก แทนที่จะมุ่งเน้นการแข่งขันทางด้านราคาแต่เพียงอย่างเดียว แต่ทั้งนี้เรื่องการลดต้นทุนการผลิตก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ ทำอย่างไรเราขยายกำลังการผลิตเป็น Mass Production เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยให้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งพัฒนาด้านทักษะฝีมือแรงงานให้สูงขึ้น โดยเฉพาะด้านการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้สามารถนำเสนอความคิดได้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” นายชัชนันท์กล่าว

งาน 2020 Zhejiang Export Online Fair (Thailand-Hardware & Electromechanical Products) เป็นกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมพาณิชย์แห่งมณฑลจื้อเจียง เพื่อนำ 50 บริษัทชั้นนำด้านฮาร์ดแวร์และเครื่องจักรกลไฟฟ้า ที่มองหาพันธมิตร คู่ค้า และตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย เข้าร่วมเจรจาธุรกิจออนไลน์ผ่าน Zoom กับผู้ประกอบการไทย เพื่อเป็นการส่งเสริมและสร้างโอกาสทางธุรกิจในช่วงวิกฤตโควิด-19 ระหว่างวันที่ 14-18 กันยายน 2563 เวลา 13.30-16.00 น.

ภายในงาน 2020 Zhejiang Export Online Fair (Thailand Hardware and Electromechanical Products) จะมีการจัดแสดงสินค้าของบริษัทชั้นนำจากมณฑลจื้อเจียงกว่า 50 บริษัท ที่ผ่านการคัดสรรและมีใบประกาศนียบัตรที่รองรับตามมาตรฐานของประเทศไทยและอาเซียน ภายในงานจะมีการเจรจาการค้าร่วมกับผู้ประกอบการจากประเทศไทย 50 ราย นำโดยสมาชิกสมาคมเครื่องจักรกลไทย คณะผู้จัดงานคาดว่าตลอดเวลา 5 วันของการจัดงานจะเกิดการเจรจาธุรกิจมากกว่า 180 ครั้ง และมีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 5 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ